บริบทของโลกยุคเศรษฐกิจบริการในปัจจุบัน

11

โลกยุคหลังอุตสาหกรรมคือชื่อเรียกขานโลกในยุคปัจจุบัน เนื่องด้วยสภาพสังคมและเศรษฐกิจ มีความแตกต่างไปจากยุคก่อนหน้าหรือยุคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นยุคที่โลกของเราถูกผลักดัน ด้วยการแข่งขันของแต่ละปัจเจกบุคคลหรือองค์กร ผ่านการพัฒนาความสามารถและเทคโนโลยีทางการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบทางการแข่งขัน และเพื่อความมั่งคั่งในที่สุด อย่างไรก็ดี โลกยุคหลังอุตสาหกรรม แต่ละปัจเจกบุคคลหรือองค์กร ยังคงดิ้นรนต่อสู่ เพื่อให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบทางการแข่งขันและเพื่อความมั่งคั่งในบั้นปลายเช่นเดิม หากแต่ความสำเร็จดังกล่าว กลับถูกขับเคลื่อน ผ่านการสร้างเข้าถึงและได้มาซึ่งข้อมูล สำหรับการสร้างองค์ความรู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งความเข้าใจในองค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการแข่งขัน และนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนมากกว่าเดิม

นอกจากโลกในปัจจุบันจะได้ชื่อว่าเป็นโลกยุคหลังอุตสาหกรรมมันยังถูกเรียกขานในอีกหลายชื่อตั้งแต่โลกยุคข้อมูลข่าวสารโลกยุคเศรษฐกิจองค์ความรู้และโลกยุคเศรษฐกิจบริการซึ่งชื่อทั้งหมดข้างต้น แตกต่างกันไปตามบริบทและมุมองของผู้รู้ในแต่ละด้าน แน่นอนว่า เมื่อมองจากบริบทของโลกยุคข้อมูลข่าวสารและโลกยุคเศรษฐกิจองค์ความรู้ผู้รู้จากทั้งสองบริบทดังกล่าว ตระหนักถึงปรากฏการณ์ที่ข้อมูลและองค์ความรู้เป็นตัวแปรสำคัญทางสังคมและเศรษฐกิจจนส่งผลถึงการได้มาซึ่งชื่อของยุค

ส่วนในบริบทของโลกยุคเศรษฐกิจบริการ แม้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าว อาจสะท้อนออกมาไม่ชัดเจน อย่างในสองบริบทแรก แต่ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า ในยุคของเศรษฐกิจบริการ ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค มีความต้องการบริโภคข้อมูล เพิ่มขึ้นอย่างมากนั่นคือในขณะที่ผู้ผลิต จำเป็นที่จะต้องสร้างและใช้งานฐานข้อมูลลูกค้า พร้อมทั้งฐานข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่ง การพัฒนาระบบงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งความเข้าใจในตลาดและความต้องการของลูกค้า ที่จะทำให้ตนสามารถสร้างสินค้าพร้อมกับบริการ ที่มีประสิทธิภาพตรงและทันกับความต้องการ ของลูกค้า ซึ่งมีความหลากหลายมากขึ้นได้ในขณะเดียวกัน ลูกค้าก็จำต้องบริโภคข้อมูลมากขึ้นเช่นกัน เพื่อศึกษาสินค้าและบริการ ที่มีมากมายอยู่ในตลาด และเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ทั้งในแง่ของจำนวนและข้อมูลสินค้า เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ดีที่สุด ที่ตรงกับเงื่อนไขและความต้องการ

ความสามารถในการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมของไทย

ความสามารถในการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมของไทย
สำหรับภาคอุตสาหกรรม เมื่อดูจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ลดลงร้อยละ 4 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว รวมถึงการเมืองภายในประเทศที่กำลังอยู่ในระหว่างเข้ารูปเข้ารอย การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนในสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง การพัฒนาอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับศักยภาพ และทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศเมื่อเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจจึงทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยได้รับผลกระทบโดยตรง การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมของไทย เพื่อต่อสู้ในระบบเศรษฐกิจ โลก และเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC

ภาคอุตสาหกรรมไทยจึงจำเป็นต้องมุ่งแสวงหาแนวทางการพัฒนาใหม่ๆ โดยปรับเปลี่ยนจากเศรษฐกิจยุคเก่าที่ใช้ทรัพย์สินที่จับต้องได้ หรือปัจจัยการผลิตดั้งเดิม ได้แก่ที่ดิน แรงงาน และทุน เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่ใช้ทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ หรือทรัพย์สินทางปัญญา และการสร้างสรรค์มูลค่าเป็นปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ โดยเน้นความคิดสร้างสรรค์มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มคุณค่า/สร้างมูลค่าให้กับสินค้ากลุ่มที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้ว รวมถึงการมุ่งเน้น ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับกลุ่มสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ/ความสามารถหลักเป็นการเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้การพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมของไทย เพื่อต่อสู้ในระบบเศรษฐกิจโลก และเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC เป็นไปอย่างมีระบบและ ประสิทธิภาพสูงสุด

การจัดตั้ง AEC อาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยได้อาทิ

  1. สินค้าของประเทศอาเซียนอื่นเข้าสู่ตลาดไทยได้โดยไม่มีภาระภาษีทำให้ผู้ประกอบการไทยต้อง แข่งขันมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาไทยกลับมีมูลค่าการส่งออกไปยังอาเซียนสูงกว่าการนำเข้าจากอาเซียน
  2. ในด้านการลงทุน หากประเทศไทยไม่มีการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานประสิทธิภาพ การผลิตของแรงงาน และไม่มีการปรับปรุงกฎระเบียบกฎหมายให้มีความ ทันสมัยไม่เป็นอุปสรรคต่อนักลงทุน อาจทำให้มีการย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปยังประเทศ อื่นๆ ใน ASEAN ที่เหมาะสมกว่า
  3. การเคลื่อนย้ายแรงงานได้อย่างเสรีอาจทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของแรงงานมีฝีมือของไทยไป ประเทศที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า เช่น สิงคโปร์มาเลเซีย และบรูไน และต้องจ้างแรงงานต่างด้าวจาก ประเทศที่ค่าแรงถูกกว่าเข้ามา อาจก่อปัญหาด้านสังคม และเนื่องจากทิศทางนโยบายของไทยคือ การเป็น “รัฐสวัสดิการ” ทำให้งบประมาณของรัฐส่วนหนึ่งจะไปเป็นสวัสดิการของแรงงานต่างด้าว
  4. ตลาดสินค้าในประเทศ หากตลาดภายในของไทยยังไม่มีกลไกในการป้องกัน ไม่ให้สินค้าคุณภาพต่ำกว่าที่ผลิตได้ในประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นเข้ามาขายในประเทศมากขึ้น ก็จะ ทำให้นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยที่มีเป้าหมายในการพัฒนาในอุตสาหกรรมที่มี คุณภาพสูงขึ้นอาจเกิดปัญหาอุปสรรคได้เนื่องจากไม่มีตลาดภายในประเทศรองรับ รวมทั้งอาจ ส่งผลทางจิตวิทยาแก่ผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตได้

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกเกิดในประเทศอังกฤษและได้แพร่ขยายไปยังประเทศตะวันตกอื่นๆ

2

การปฏิวัติอุตสาหกรรม หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงใน วิธีการผลิตและระบบการผลิต จากเดิมระบบการผลิตมักทำกันภายในครอบคัว พ่อค้ามักเป็น นายทุนซื้อวัตถุดิบแล้วแจกจ่ายให้แต่ละครอบครัวรับมาทำ แล้วพ่อค้าจะรับผลิตภัณฑ์ที่สำเร็จ แล้วไปขาย คนงานก็จะได้ค่าจ้างเป็นการตอบแทน การผลิตสินค้าเดิมใช้แรงงานคน แรงงานสัตว์ รวมทั้งพลังงานจากธรรมชาติ เครื่องมือแบบง่ายๆ มาเป็นการใช้เครื่องจักรกลแทน เริ่มจากแบบ ง่ายๆ จนถึงแบบซับซ้อนที่มีกำลังผลิตสูง จนเกิดเป็นการผลิตในระบบโรงงาน การผลิตภายในครอบครัวก็ค่อยๆ หมดไป และผู้คนจำนวนมากตามชนบทต้องอพยพเข้ามาทำงาน เป็นกรรมกรในโรงงาน

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกเกิดในประเทศอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และได้แพร่ ขยายไปยังประเทศตะวันตกอื่นๆ ทั่วโลก การปฏิวัติอุตสาหกรรมนับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่มีผล กระทบต่อการเมืองการปกครอง สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของมนุษยชาติทั่วโลก อังกฤษ ผู้นำการปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มต้นที่อังกฤษเพราะอังกฤษมีปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวทาง อุตสาหกรรมครบถ้วน คือ มีทุน วัตถุดิบ แรงงาน และตลาดการค้า

อังกฤษเป็นผู้นำในการปฏิวัติเกษตรกรรม โดยนำความรู้ทาง วิทยาศาสตร์มาปรับปรุงการเกษตรให้พัฒนาขึ้น โดยในคริสต์ศตวรรษที่ 16 อังกฤษนำระบบล้อม เขตที่ดิน มาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตทางเกษตรอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นผลให้เจ้าของที่ดินรายใหญ่สามารถรวบรวมที่ดินของตนเป็นผืนใหญ่ และสร้างรั้วล้อมที่ดินของตนเพื่อ ป้องกันความเสียหายของพืชผลจากการทำลายของคนและสัตว์ นอกจากนี้ยังนำวิทยาการใหม่ๆ มาใช้ในการผลิต การปรับปรุงวิธีการทำนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การปฏิวัติเกษตรกรรมนำไปสู่ การปฏิวัติอุตสาหกรรม

การเกษตรกรรมในอังกฤษได้ผลดีขึ้น ทำให้การค้าขายเจริญรุ่งเรืองขึ้น ประเทศมีความ มั่งคั่งขึ้นใน ค.ศ. 1694 รัฐบาลจัดตั้งธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ เพื่อเป็น แหล่งระดมทุนของรัฐ ทรัพยากรมนุษย์ของอังกฤษก็มีความพร้อมสนับสนุนการปฏิวัติอุตสาหกรรม เพราะชาวอังกฤษไม่เคร่งครัดต่อการแบ่งแยกชนชั้น เช่น สังคมอื่นๆ ในยุโรป ทั้งยังให้การ ยอมรับชนทุกชั้นที่สามารถสร้างฐานะเป็นปึกแผ่น ดังนั้นขุนนางอังกฤษจึงไม่รังเกียจที่จะทำการค้า เช่นเดียวกับคนชั้นกลางที่พยายามยกสถานภาพทางเศรษฐกิจให้เท่าเทียมขุนนาง นอกจากนี้รัฐยังส่งเสริมให้การค้าขยายตัว เช่น มีการออกพระราชบัญญัติสร้างถนน ท่าจอดเรือ และขุดคูคลอง ต่างๆ เป็นจำนวนมาก เพื่อใช้เป็นเส้นทางคมนาคมทางการค้า มีการยกเลิกการเก็บภาษีผ่านด่าน และมีนโยบายการค้าแบบเสรี ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้มีการขยายตัวของตลาดการค้าภายในอย่าง กว้างขวาง

ปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในประเทศและผลกระทบจากเศรษฐกิจต่างประเทศ

2

ความต้องการสินค้าไทยมีหลากหลาย ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า, ยานยนต์ รวมไปจนถึงสินค้าวัตถุดิบและสินค้าทุน เช่น วัสดุก่อสร้าง, เครื่องจักรกลการเกษตรและเครื่องจักรอุตสาหกรรม ถ้าพิจารณาเป็นรายประเทศ ตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด (ในช่วง 5 เดือนแรกของปี พ.ศ.2555) คือเวียดนาม ตามมาด้วยกัมพูชา สปป.ลาว และพม่า แต่หากมองถึงอัตราการขยายตัว ตลาดที่เติบโตสูงที่สุดในปีนี้ได้แก่ กัมพูชา ขยายตัวร้อยละ 51.8 แต่เป็นที่น่าสังเกตว่ามีการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปและทองคำ (ที่ยังไม่ขึ้นรูป) ออกไปเป็นมูลค่าสูงมาก อย่างไรก็ดี การส่งออกไปยังกัมพูชาที่ไม่รวมน้ำมันสำเร็จรูปและทองคำก็ยังขยายตัวสูงร้อยละ 44.8สปป.ลาว ขยายตัวร้อยละ 45.0 แม้ สปป.ลาว มีประชากรน้อยที่สุดในบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน หรือเพียงประมาณ 6.4 ล้านคน แต่ สปป.ลาว มีความต้องการสินค้าจากไทยสูงเนื่องจากสินค้าหลายชนิดไม่สามารถผลิตได้เองในประเทศ

พม่า ขยายตัวร้อยละ 15.6 แม้ปัจจุบันยังมีมูลค่าการส่งออกน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่น แต่การเปิดประเทศของพม่าเป็นก้าวย่างที่น่าจะก่อให้เกิดประโยชน์สำหรับธุรกิจไทยที่สนใจขยายตลาดไปยังพม่า ซึ่งมีประชากรกว่า 60 ล้านคน ที่จะมีกำลังซื้อสูงขึ้น และมีแนวโน้มที่เห็นการลงทุนจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้าไปยังพม่าอีกจำนวนมากเวียดนาม สำหรับการส่งออกไปยังเวียดนามหดตัวลงร้อยละ 8.4 โดยส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากอุทกภัยในไทย ซึ่งอุตสาหกรรมในเวียดนามส่วนหนึ่งพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากไทย อีกทั้งมีผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจเวียดนามเอง จากทั้งปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในประเทศ และผลกระทบจากเศรษฐกิจต่างประเทศ โดยเวียดนามเป็นประเทศที่พึ่งพาตลาดส่งออกในยูโรโซนสูงประมาณร้อยละ 13 ของการส่งออกรวม ทั้งนี้ หากไม่นับรวมเวียดนาม ซึ่งการส่งออกหดตัวในช่วง 5 เดือนแรกนั้น การส่งออกไปยังเพื่อนบ้าน 3 ประเทศที่มีพรมแดนติดกับไทย หรือ CLM ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 37.2

แนวโน้มตลาดอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลในปัจจุบันของไทย

สำหรับตลาดอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลในประเทศไทยแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มผู้ผลิต(Manufacturers) 2.กลุ่มผู้ค้า (Traders) ทั้งนี้กลุ่มเครื่องจักรแต่ละประเภทจะมีสภาวะทางการตลาดขึ้นและลงขึ้นอยู่กับปัจจัยทางแวดล้อมและความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสมกับการใช้งาน อย่างเช่น 1.กลุ่มเครื่องจักรกลทางการเกษตร ตลาดภายในประเทศมีแนวโน้มที่ดีและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีความต้องการใช้เครื่องมือกลทางการเกษตรเพื่อมาชดเชยกำลังแรงงานคนในภาคการเกษตรที่หายไป 2.กลุ่มเครื่องจักรกลอุตสาหกรรม ในส่วนของเครื่องจักรอุตสาหกรรมนั้นมีการผลิตและจำหน่ายและการนำเข้าเครื่องจักร ทำให้มีการเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะเครื่องจักรที่มีต้องการเพื่อการผลิตในอุตสาหกรรม 3.กลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้าง ที่ได้รับแรงขับเคลื่อนทั้งภาครัฐและเอกชนทำให้ตลาดมีทิศทางดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีการซื้อขายภายในประเทศและที่มีการส่งออกส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็ก เช่น เครื่องตัดเหล็ก 4.กลุ่มเครื่องมือกล เนื่องจากในกระบวนการผลิตเครื่องมือกลจำเป็นต้องมีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีการใช้เครื่องมือค่อนข้างละเอียดสูงจึงเป็นเหตุให้มีการนำเข้าเครื่องมือในส่วนนี้จากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

ในประเทศไทยเองก็มีการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้าง และมีการส่งออกไปยังต่างประเทศ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็ก เช่น  เครื่องตัดเหล็ก เครื่องดัดเหล็ก เครื่องพ่นปูนฉาบ เหล็กดัดทำปลอกเสา เครื่องตัดคอนกรีตมวลเบา และเครื่องตัดอิฐบล็อก และยังมีการผลิตอุปกรณ์ก่อสร้างขนาดใหญ่บางประเภท เช่น เครื่องเจาะและอุปกรณ์หัวเจาะดิน รถบดถนน และรถเครน

สำหรับประเทศที่เป็นตลาดสำคัญของอุตสาหกรรมเหล่านี้ ได้แก่ กลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งกลุ่มประเทศ CLMV นี้ นับเป็นตลาดที่สำคัญของไทย เนื่องจากประเทศในกลุ่ม CLMV เป็นประเทศที่เริ่มมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ มีการลงทุนโครงการก่อสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการเข้ามาลงทุนของต่างชาติ ซึ่งไทยได้เปรียบประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนอื่นๆ ในเรื่องของภูมิศาสตร์ที่มีเขตชายแดนต่อกัน ทำให้การที่จะขยายตลาดไปยังประเทศเหล่านี้จึงค่อนข้างง่าย นอกจากนี้ยังมีอีกประเทศหนึ่งที่สำคัญ คือ อินโดนีเซีย ซึ่งปัจจุบันเป็นตลาดส่งออกสินค้าที่สำคัญของไทย อีกทั้งประทศอินโดนีเซียยังเป็นประเทศที่มีนักลงทุนต่างชาติสนใจเข้าไปลงทุนเป็นจำนวนมากอีกด้วย