5 กลยุทธ์สู่ความสำเร็จทางธุรกิจ

Business people

1.ยึดมั่นในเอกลักษณ์และตัวตนของธุรกิจ (Commit to an identity) บริษัทต้องหาจุดเด่นของตนเอง และต้องมีความสามารถในการใช้จุดเด่นของตนในการสร้างความแตกต่างให้เหนือคู่แข่ง ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ ต้องไม่วิ่งตามทุกโอกาสหรือขยายตลาดไปในธุรกิจที่ตนไม่มีความชำนาญ หรือ ไม่มีโอกาสที่จะชนะ

2.ทำให้ทฤษฎีกลายเป็นการปฏิบัติ (Translate the strategic into the everyday) ผู้ประกอบการต้องรู้จักพัฒนาและเชื่อมต่อขีดความสามารถต่างๆ ขององค์กร อาทิ เช่น กระบวนการ เครื่องไม้เครื่องมือ ทักษะ ความรู้ของแต่ละหน่วยงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดการทำงานที่ต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยไม่ยึดติดกับการวัดผลและเปรียบเทียบวิธีการปฏิบัติกับองค์กรที่สามารถทำได้ดีกว่า

3.ใช้วัฒนธรรมองค์กรให้เกิดประโยชน์ (Put your culture to work) ทำความเข้าใจ ส่งเสริม และใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเพื่อเสริมจุดแข็งให้กับธุรกิจ อีกทั้งสื่อสารให้คนในองค์กรนำไปปฏิบัติและเข้าใจเป้าหมายเดียวกัน แทนการเปลี่ยนแปลง

4.ลดค่าใช้จ่ายเพื่อโตต่อ (Cut costs to grow stronger) รู้จักบริหารต้นทุนอย่างฉลาด โดยเลือกลงทุนในสิ่งที่มีความสำคัญต่อบริษัท เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งทางธุรกิจ และลดค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ไม่จำเป็น

5.กำหนดอนาคตของตนเอง (Shape your future) พัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจตนอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงหาวิธีใหม่ๆ ในการขยายตลาด และตระหนักถึงการตอบสนองความต้องการลูกค้า แทนที่จะตอบสนองการแข่งขันกับคู่แข่งหรือตลาดเพียงอย่างเดียว

ธุรกิจแฟรนไซส์ที่ได้รับความนิยมในมากที่สุด

4

ในปัจจุบัน เซเว่นอีเลฟเว่นในประเทศไทยมีจำรวมกว่า 7,800 สาขา โดยแบ่งเป็นเฉพาะในกรุงเทพมหานครกว่า 500 สาขา รองลงมาคือชลบุรี มีมากกว่า 200 สาขา ซึ่งหากรวมสาขาแล้ว ไทยมีสาขามากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากญี่ปุ่นและไต้หวัน นอกจากนี้ยังถือเป็นร้านค้าปลีกที่มีเครือข่ายมากที่สุด โดยมียอดขายเฉลี่ย 65,019 บาท ต่อวันต่อสาขาอีกด้วย

หากจะพูดถึงเสน่ห์ของการทำแฟรนไชส์ที่ถูกต้อง คงต้องยกให้กับการมีเข็มทิศทางธุรกิจที่แน่นอน บวกกับการมีพันธมิตรร่วมคิด ซึ่งแทนที่ผู้ขายจะต้องดำเนินธุรกิจด้วยตนเอง ธุรกิจแฟรนไชส์จะช่วยการดำเนินธุรกิจนั้นให้ง่ายขึ้น และที่สำคัญคือมีคนช่วยคิดวางแผนการเงินให้โดยไม่ต้องลองผิดลองถูก ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่นักลงทุนมือใหม่มักเลือกเป็นธุรกิจแรกในชีวิตของตน

โดยเซเว่น อีเลฟเว่น เป็นร้านสะดวกซื้อ ที่จำหน่ายสินค้าในหมวดเครื่องใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน โดยเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งอยู่ในเครืองของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นผู้บริหารแฟรนไชส์เซเว่นอีเลฟเว่นในประเทศไทย จากการลงนามในสัญญา ซื้อสิทธิประกอบกิจการ จากเจ้าของสิทธิ์ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531

อันดับ 1 เซเว่น-อีเลฟเว่น

ค่าแฟรนไชส์ : 1,500,000 บาท มีจำนวนทั้งสิ้น 7,800 สาขา

อันดับที่ 1 แน่นอนว่าไม่ใช่ใคร ต้องเป็นของ แฟรนไชส์ เซเว่น-อีเลฟเว่น อย่างแน่นอน เชื่อว่าทุกคนในที่นี้ไม่มีใครไม่รู้จักร้านสะดวกซื้อที่เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมงอย่าง เซเว่น อีเลฟเว่น

อันดับ 2 ไจเเอ้นลูกชิ้นปลาระเบิดเถิดเทิง

ค่าแฟรนไชส์ : 6,900 บาท จำนวน 1,000 สาขา

อันดับ 2 ตกเป็นของ ไจเเอ้นลูกชิ้นปลาระเบิดเถิดเทิง ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ที่เกี่ยวกับเรื่องอาหารหรืออาจจะอยู่ในหมวดของอาหารทานเล่น ถือเป็นอีกหนึ่งร้านค้าที่เป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คน ที่ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนจะเห็นร้านลูกชิ้นปลาร้านนี้เปิดอยู่ทั่วทุกหัวมุมถนน อีกทั้งเป็นที่นิยมของผู้บริโภคกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งหลายๆ คนยืนยันว่าถ้าเป็นลูกชิ้นปลาไจแอ้นจริงต้อง กรอบนอก นุ่มใน และน้ำจิ้มที่เผ็ดจี๊ด ถึงจะเชื่อว่าเป็นของจริง ซึ่งแฟรนไชส์นี้มีถึง 1,000 สาขาเลยทีเดียว

 

อันดับ 3 มายเปย์ ตู้ชำระค่าบริการ

ค่าแฟรนไชส์ : 44,550 บาท จำนวน 800 สาขา

ท็อปเทนอันดับ 3 เป็นของ มายเปย์ ตู้ชำระค่าบริการ โดยเป็นผู้ให้บริการทางด้านการรับชำระเงิน การเติมเงินออนไลน์ โดยให้บริการชำระเงินและเติมเงินแบบอัตโนมัติหลากหลายค่าย ซึ่งสามารถเห็นตู้นี้ได้อย่างแพร่หลายในประตูทางเข้า เช่น ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน สถานีรถไฟฟ้า MRT รวมไปถึงในมหาวิทยาลัยหลายแห่งอีกด้วย โดยมีจำนวนสาขากว่า 800 สาขา

อันดับ 4 เฟรชมาร์ท

ค่าแฟรนไชส์ : 790,000 บาท จำนวน 600 สาขา

อันดับที่ 4 เป็นของเฟรชมาร์ท ร้านขายสินค้าสะดวกซื้อ หรือที่หลายคนเรียกว่า Minimart โดยจำหน่ายสินค้าในหมวดเครื่องใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีการดำเนินธุรกิจบริหารงานโดยคนไทยเพื่อคนไทย เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจ เนื่องจากระบบการทำงานของคนไทยที่บริหารกันเอง และสัญญาที่ไม่มีความยุ่งยากมากเกินไป จึงเป็นอีกหนึ่งแฟรนไชส์ที่ถือว่าได้รับความนิยมจนมีสาขาทั่วประเทสกว่า 600 สาขาเลยทีเดียว

อันดับ 5 เอ็ม กาแฟนมสด

ค่าแฟรนไชส์ : 6,900 บาท จำนวน 560 สาขา

ร้านกาแฟถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจยอดฮิตในปัจจุบัน เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มักจะเห็นร้านกาแฟตั้งอยู่ทั่วทุกหัวมุมถนน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือแฟรนไชส์ เอ็ม กาแฟนมสด ซึ่งเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างมากในช่วง 2- 3 ปีที่ผ่านมา โดยร้านเอ็ม กาแฟนมสด มีสูตรยอดนิยม กว่า 70 เมนูให้เลือกสรร จัดว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจเลยทีเดียว

 

ธุรกิจน่าลงทุนในอนาคต

ธุรกิจ

  1. ธุรกิจความงาม อาหารเสริม อาหารเพื่อสุขภาพ ธุรกิจเพื่อสุขภาพ เช่น ธุรกิจเครื่องสำอางต่างๆ อาหารเสริมบำรุงร่างกาย อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารปลอดสารพิษ เกษตรปลอดสารพิษ ธุรกิจสถานเสริมความงาม ธุรกิจขายอุปกรณ์กีฬา บริการออกกำลังกาย เช่น สนามฟุตบอล สนามกีฬาต่างๆ เราจะเห็นว่า สิ่งเหล่านี้มีคนเริ่มใช้บริการมากขึ้น ก็นับว่าเป็นอีกธุรกิจที่มีความต้องการสูงมากขึ้นน่าลงทุนทีเดียว
  2. ธุรกิจนายหน้าทุกชนิด ออนไลน์เข้ามาเสริม เป็นธุรกิจน่าสนใจ เพราะธุรกิจนายหน้าเป็นธุรกิจที่ลงทุนน้อยมากหรือไม่ต้องอาศัยเงินทุนเลยก็ได้ แต่สามารถทำเงินมหาศาลตามจำนวนยอดขาย ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าผลิตออกมาขายมากมายจนเกินความต้องการ แม้แต่การขายธุรกิจก็ต้องการนายหน้า ตั้งแต่สินค้าจำนวนราคาน้อยๆ จนกระทั่ง ธุรกิจมูลค่าหลายล้านบาท ใครที่สามารถเป็นมืออาชีพด้านนี้ได้ จึงเป็นคนที่ทำกำไรหรือผลตอบแทนแบบงามๆได้ไม่ยาก แบบไม่ใช้ทุนตัวเองเลย แม้บางอย่างจะได้ส่วนแบ่งไม่มาก แต่ความเสี่ยงแทบจะไม่มีเลย เช่น นายหน้าขายสินค้าทางออนไลน์ต่างๆ นายหน้าอสังหาฯ นายหน้าให้เช่าอสังหาฯ นายหน้าขายประกันภัยประกันชีวิต ขายตรง ขายตั๋ว จองบริการต่างๆ เป็นต้น ซึ่งต้นทุนจะแตกต่างกันตามรูปแบบธุรกิจ ผู้ที่สนใจและทุ่มเทจริงๆ มีโอกาสทำเงินร่ำรวยได้แน่นอน
  3. ธุรกิจรับจ้างงานฝีมือเฉพาะ หรือฟรีแลนซ์ นี่เป็นธุรกิจที่ทำเงินจากสิ่งที่ถนัดอยู่แล้วจริงๆ คุณมีทุกอย่างอยู่แล้ว ไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเลยก็ว่าได้ แค่หาความต้องการของเจ้าของธุรกิจต่างๆให้เจอ หรือ หาคู่ค้าให้ได้ เป็นผลดีทั้งฝั่งคนจ้าง และคนรับงาน ซึ่งรู้ๆกันอยู่แล้วว่าข้อดีหลักๆมีอะไรบ้าง ทั้งได้งานราคาถูกลงสำหรับคนจ้าง ผู้รับจ้างก็ได้ผลตอบแทนมากกว่างานประจำ แถมยังมีอิสระด้วย ใครถนัดหรือมีดีอะไรลองนำมาโฆษณาขายเลย
  4. ธุรกิจบริการถึงที่ ที่ขายและบริการส่งได้ นี่เป็นอีกธุรกิจที่เปลี่ยนจากคนไม่มีทำเลดีๆ มาสร้างโอกาสทางธุรกิจโดยการบริการส่งถึงที่เลย ไม่ต้องไปเช่าค่าเช่าที่แพงๆ แล้วนั่งรออย่างเดียว ทุกนานีมีต้นทุน แต่คุณสามารถทำการตลาดเชิงรุก ทำจากที่บ้านได้ เช่น ขายอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารตามสั่ง ขนม หรือสินค้าที่จำเป็นอื่นๆ แค่คุณสามารถโชว์หรือนำเสนอข้อดีว่า ทำไมลูกค้าต้องซื้อของจากคุณ บางคนขายอาหารส่งตามบ้าน ในราคาเท่ากับลูกค้าไปนั่งทานที่ร้าน แต่ได้เยอะกว่า ดูคุณมีมากกว่า ปราณีตมากกว่า แบบนี้จะแข่งขันได้ เพราะคุณไม่มีต้นทุนค่าเช่าเลยนำมาให้กับลูกค้าแทน แบบนี้น่าจไปได้แน่นอน เพราะในอนาคตเชื่อว่า การจราจรติดขัด เร่งรีบมากขึ้น ทำงานไปสั่งอาหารมารอทานเลย แบบนี้ก็น่าจะเข้าท่าและตอบสนองความต้องการได้มีมากๆ
  5. ธุรกิจใหม่ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมาจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ธุรกิจมีอีกหลายรูปแบบที่ยังไม่สามารถคาดการหรือจัดประเภทที่แน่นอนได้ ใครเห็นโอกาสก่อน ทำก่อน ก็จะเป็นผู้นำ ขึ้นอยู่กับว่า ใครมีข่าวสารหรือข้อมูลในมือมากกว่ากัน

บริบทของโลกยุคเศรษฐกิจบริการในปัจจุบัน

11

โลกยุคหลังอุตสาหกรรมคือชื่อเรียกขานโลกในยุคปัจจุบัน เนื่องด้วยสภาพสังคมและเศรษฐกิจ มีความแตกต่างไปจากยุคก่อนหน้าหรือยุคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นยุคที่โลกของเราถูกผลักดัน ด้วยการแข่งขันของแต่ละปัจเจกบุคคลหรือองค์กร ผ่านการพัฒนาความสามารถและเทคโนโลยีทางการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบทางการแข่งขัน และเพื่อความมั่งคั่งในที่สุด อย่างไรก็ดี โลกยุคหลังอุตสาหกรรม แต่ละปัจเจกบุคคลหรือองค์กร ยังคงดิ้นรนต่อสู่ เพื่อให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบทางการแข่งขันและเพื่อความมั่งคั่งในบั้นปลายเช่นเดิม หากแต่ความสำเร็จดังกล่าว กลับถูกขับเคลื่อน ผ่านการสร้างเข้าถึงและได้มาซึ่งข้อมูล สำหรับการสร้างองค์ความรู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งความเข้าใจในองค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการแข่งขัน และนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนมากกว่าเดิม

นอกจากโลกในปัจจุบันจะได้ชื่อว่าเป็นโลกยุคหลังอุตสาหกรรมมันยังถูกเรียกขานในอีกหลายชื่อตั้งแต่โลกยุคข้อมูลข่าวสารโลกยุคเศรษฐกิจองค์ความรู้และโลกยุคเศรษฐกิจบริการซึ่งชื่อทั้งหมดข้างต้น แตกต่างกันไปตามบริบทและมุมองของผู้รู้ในแต่ละด้าน แน่นอนว่า เมื่อมองจากบริบทของโลกยุคข้อมูลข่าวสารและโลกยุคเศรษฐกิจองค์ความรู้ผู้รู้จากทั้งสองบริบทดังกล่าว ตระหนักถึงปรากฏการณ์ที่ข้อมูลและองค์ความรู้เป็นตัวแปรสำคัญทางสังคมและเศรษฐกิจจนส่งผลถึงการได้มาซึ่งชื่อของยุค

ส่วนในบริบทของโลกยุคเศรษฐกิจบริการ แม้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าว อาจสะท้อนออกมาไม่ชัดเจน อย่างในสองบริบทแรก แต่ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า ในยุคของเศรษฐกิจบริการ ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค มีความต้องการบริโภคข้อมูล เพิ่มขึ้นอย่างมากนั่นคือในขณะที่ผู้ผลิต จำเป็นที่จะต้องสร้างและใช้งานฐานข้อมูลลูกค้า พร้อมทั้งฐานข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่ง การพัฒนาระบบงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งความเข้าใจในตลาดและความต้องการของลูกค้า ที่จะทำให้ตนสามารถสร้างสินค้าพร้อมกับบริการ ที่มีประสิทธิภาพตรงและทันกับความต้องการ ของลูกค้า ซึ่งมีความหลากหลายมากขึ้นได้ในขณะเดียวกัน ลูกค้าก็จำต้องบริโภคข้อมูลมากขึ้นเช่นกัน เพื่อศึกษาสินค้าและบริการ ที่มีมากมายอยู่ในตลาด และเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ทั้งในแง่ของจำนวนและข้อมูลสินค้า เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ดีที่สุด ที่ตรงกับเงื่อนไขและความต้องการ

ความสามารถในการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมของไทย

ความสามารถในการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมของไทย
สำหรับภาคอุตสาหกรรม เมื่อดูจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ลดลงร้อยละ 4 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว รวมถึงการเมืองภายในประเทศที่กำลังอยู่ในระหว่างเข้ารูปเข้ารอย การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนในสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง การพัฒนาอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับศักยภาพ และทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศเมื่อเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจจึงทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยได้รับผลกระทบโดยตรง การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมของไทย เพื่อต่อสู้ในระบบเศรษฐกิจ โลก และเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC

ภาคอุตสาหกรรมไทยจึงจำเป็นต้องมุ่งแสวงหาแนวทางการพัฒนาใหม่ๆ โดยปรับเปลี่ยนจากเศรษฐกิจยุคเก่าที่ใช้ทรัพย์สินที่จับต้องได้ หรือปัจจัยการผลิตดั้งเดิม ได้แก่ที่ดิน แรงงาน และทุน เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่ใช้ทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ หรือทรัพย์สินทางปัญญา และการสร้างสรรค์มูลค่าเป็นปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ โดยเน้นความคิดสร้างสรรค์มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มคุณค่า/สร้างมูลค่าให้กับสินค้ากลุ่มที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้ว รวมถึงการมุ่งเน้น ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับกลุ่มสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ/ความสามารถหลักเป็นการเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้การพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมของไทย เพื่อต่อสู้ในระบบเศรษฐกิจโลก และเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC เป็นไปอย่างมีระบบและ ประสิทธิภาพสูงสุด

การจัดตั้ง AEC อาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยได้อาทิ

  1. สินค้าของประเทศอาเซียนอื่นเข้าสู่ตลาดไทยได้โดยไม่มีภาระภาษีทำให้ผู้ประกอบการไทยต้อง แข่งขันมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาไทยกลับมีมูลค่าการส่งออกไปยังอาเซียนสูงกว่าการนำเข้าจากอาเซียน
  2. ในด้านการลงทุน หากประเทศไทยไม่มีการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานประสิทธิภาพ การผลิตของแรงงาน และไม่มีการปรับปรุงกฎระเบียบกฎหมายให้มีความ ทันสมัยไม่เป็นอุปสรรคต่อนักลงทุน อาจทำให้มีการย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปยังประเทศ อื่นๆ ใน ASEAN ที่เหมาะสมกว่า
  3. การเคลื่อนย้ายแรงงานได้อย่างเสรีอาจทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของแรงงานมีฝีมือของไทยไป ประเทศที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า เช่น สิงคโปร์มาเลเซีย และบรูไน และต้องจ้างแรงงานต่างด้าวจาก ประเทศที่ค่าแรงถูกกว่าเข้ามา อาจก่อปัญหาด้านสังคม และเนื่องจากทิศทางนโยบายของไทยคือ การเป็น “รัฐสวัสดิการ” ทำให้งบประมาณของรัฐส่วนหนึ่งจะไปเป็นสวัสดิการของแรงงานต่างด้าว
  4. ตลาดสินค้าในประเทศ หากตลาดภายในของไทยยังไม่มีกลไกในการป้องกัน ไม่ให้สินค้าคุณภาพต่ำกว่าที่ผลิตได้ในประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นเข้ามาขายในประเทศมากขึ้น ก็จะ ทำให้นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยที่มีเป้าหมายในการพัฒนาในอุตสาหกรรมที่มี คุณภาพสูงขึ้นอาจเกิดปัญหาอุปสรรคได้เนื่องจากไม่มีตลาดภายในประเทศรองรับ รวมทั้งอาจ ส่งผลทางจิตวิทยาแก่ผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตได้